N NATUREPROF
TAB : ADVERTORIAL / PAGE : Cosmeceuticals vs Cosmetics Law
“เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้

ARTICLE : “เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้

“เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้

27 พ.ค. 2026

เข้าใจคำให้ตรงกฎหมาย ก่อนสร้างแบรนด์เวชสำอาง

ติดต่อเรา คลิก!

เข้าใจคำให้ตรงกฎหมาย ก่อนสร้างแบรนด์เวชสำอาง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “เวชสำอาง (Cosmeceutical)” กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการความงามและสุขภาพผิว หลายแบรนด์นำคำนี้มาใช้สื่อสารทางการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่น ว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีคุณสมบัติ “เหนือกว่าเครื่องสำอางทั่วไป” และ “ใกล้เคียงกับยา” แต่ในทางกฎหมายของประเทศไทย ความจริงแล้ว “เวชสำอาง” ไม่ได้เป็นหมวดผลิตภัณฑ์ที่มีกฎหมายรองรับ

“เวชสำอาง” กับ “เครื่องสำอาง” ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ที่เจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรรู้

บทความนี้ NatureProf จะพาคุณเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า

“เวชสำอาง” และ “เครื่องสำอาง” ต่างกันอย่างไรในทางกฎหมาย · เหตุใดคำว่า “เวชสำอาง” ถึงถูกใช้ได้เฉพาะทางการตลาดเท่านั้น · ผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า “เวชสำอางสมุนไพร” จริง ๆ แล้วอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. อะไร · และเจ้าของแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคควรปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้อง

ทำไมคำว่า “เวชสำอาง” ถึงสร้างความสับสนในตลาดไทย

ทำไมคำว่า “เวชสำอาง” ถึงสร้างความสับสนในตลาดไทย

คำว่า “เวชสำอาง” เกิดจากการรวมคำว่า “เวชภัณฑ์ (Pharmaceutical)” กับ “เครื่องสำอาง (Cosmetic)” เพื่อสื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติอยู่กึ่งกลางระหว่างยาและเครื่องสำอาง คือ “ใช้เพื่อความงาม แต่มีส่วนผสมออกฤทธิ์เชิงวิทยาศาสตร์ที่ให้ผลลึกคล้ายยา” ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป คำว่า cosmeceutical ก็ถูกใช้เช่นกัน แต่ในทางกฎหมาย FDA ของสหรัฐฯ ก็ระบุชัดว่า “ไม่มีกฎหมายรองรับหมวด cosmeceutical แยกต่างหาก” ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ต้องถูกจัดเป็น ยา หรือ เครื่องสำอาง เท่านั้น

หลักเดียวกันในประเทศไทย

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข แบ่งผลิตภัณฑ์สุขภาพออกเป็นหมวดใหญ่ 6 ประเภท ได้แก่ อาหาร ยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตราย

เอกสารทางกฎหมายต้องชัด

เมื่อแบรนด์ใดใช้คำว่า “เวชสำอาง” จึงต้องเข้าใจให้ชัดว่า ในเอกสารทางกฎหมาย ยังต้องขึ้นทะเบียนเป็น “เครื่องสำอาง” หรือ “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” เท่านั้น

นิยามทางกฎหมายของ “เครื่องสำอาง” และ “เวชสำอาง” ในประเทศไทย

กฎหมายไทยกำหนดนิยามและขอบเขตของแต่ละหมวดผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน — แม้คำว่า “เวชสำอาง” จะถูกใช้กันแพร่หลายในตลาด

เครื่องสำอาง (Cosmetic) ตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558

มาตรา 4 กำหนดว่า “เครื่องสำอาง หมายถึง วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้กับส่วนภายนอกของร่างกาย โดยวิธีทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือวิธีอื่น เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำความสะอาด ความสวยงาม เปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏ ระงับกลิ่นกาย หรือรักษาส่วนต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพดี” — ใช้ภายนอกร่างกายเพื่อความงามและบำรุงสุขอนามัย โดยไม่มีผลต่อโครงสร้างหรือการทำงานของร่างกายภายใน ตัวอย่าง: ครีมบำรุงผิว โลชั่นกันแดด แชมพู น้ำหอม ลิปบาล์ม สบู่

เวชสำอาง (Cosmeceutical)

คำนี้ ไม่มีปรากฏในกฎหมายไทย ไม่อยู่ใน พ.ร.บ.เครื่องสำอาง และไม่อยู่ใน พ.ร.บ.ยา หรือ พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่ถูกใช้ในทางการตลาดเพื่อสื่อว่าผลิตภัณฑ์มีสารออกฤทธิ์เชิงชีวภาพ (Bioactive) เช่น วิตามิน A (เรตินอล) กรดผลไม้ (AHA) เปปไทด์ หรือสารสกัดสมุนไพรที่ผ่านการทดสอบในห้องแล็บ อย. ยืนยันว่า “คำว่าเวชสำอางไม่มีกฎหมายรองรับในประเทศไทย ผู้ประกอบการสามารถใช้คำนี้ทางการตลาดได้ แต่ต้องไม่โฆษณาในลักษณะของยา หรืออวดอ้างผลการรักษาโรค”

เวชสำอางสมุนไพรและแนวโน้มตลาด

แล้ว “เวชสำอางสมุนไพร” อยู่ในกฎหมายไหน?

ในปี 2562 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 เพื่อควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพรในการเสริมสุขภาพหรือความงาม ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เป็น “สะพานกลาง” ระหว่างยาและเครื่องสำอาง เช่น น้ำมันสมุนไพร ครีมสมุนไพร โลชั่นสมุนไพร มาตรา 4 นิยามว่า “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีสมุนไพรหรือสารสกัดสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ และมุ่งหมายให้ใช้เพื่อบำบัด บรรเทา ป้องกันโรค หรือเพื่อบำรุงร่างกาย เสริมสุขภาพ หรือเพื่อความสวยงาม” ดังนั้น สิ่งที่ตลาดเรียกว่า “เวชสำอางสมุนไพร” จึงต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” กับกองผลิตภัณฑ์สมุนไพร อย. ไม่ใช่เวชสำอางตามชื่อที่เข้าใจ

  • ครีมสมุนไพรขมิ้นชัน (Curcuma longa cream)
  • เซรั่มใบบัวบก (Centella asiatica serum)
  • น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นบำรุงผิว (Virgin Coconut Oil Lotion)
แล้ว “เวชสำอางสมุนไพร” อยู่ในกฎหมายไหน?

แนวโน้มของตลาด “เวชสำอางสมุนไพร” ในอนาคต

ตลาดความงามไทยมีมูลค่ามากกว่า 250,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์ “Natural & Functional Beauty” ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติและปลอดภัย เวชสำอางสมุนไพรจึงเป็นโอกาสทองของนักลงทุนไทย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องทางกฎหมายและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ แบรนด์ที่สามารถผสมผสาน “ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย” เข้ากับ “เทคโนโลยีการสกัดสมัยใหม่” เช่น นาโนเอนแคปซูเลชัน (Nano Encapsulation) ไลโปโซม (Liposome) หรือ บิโอเทค (Advanced Biotech) จะมีศักยภาพสูงในการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

แนวโน้มของตลาด “เวชสำอางสมุนไพร” ในอนาคต

เข้าใจให้ถูก สื่อสารให้ชัด และสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืน

“เวชสำอาง” ไม่ใช่หมวดผลิตภัณฑ์ทางกฎหมาย แต่เป็นคำสื่อสารทางการตลาด ดังนั้น เจ้าของแบรนด์และนักลงทุนต้องเข้าใจโครงสร้างกฎหมายก่อนพัฒนาและโฆษณาผลิตภัณฑ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมายและเสียความน่าเชื่อถือในตลาด ผู้บริโภคเองก็ควรตระหนักว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ชื่อที่เขียนบนฉลาก แต่คือ “เลขจดแจ้งที่ถูกต้อง” “ส่วนผสมที่ปลอดภัย” และ “ผลการทดสอบที่ตรวจสอบได้” NatureProf เชื่อว่าการสร้างอุตสาหกรรมความงามอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจาก “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” และ “การสื่อสารอย่างโปร่งใส” ระหว่างแบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภค

การสร้างแบรนด์เวชสำอางหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจากความเข้าใจกฎหมายและการสื่อสารที่ถูกต้อง

มุมมองสำหรับเจ้าของแบรนด์และนักลงทุน

(1) เข้าใจฐานกฎหมายก่อนสร้างแบรนด์

สิ่งแรกที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้คือผลิตภัณฑ์ของคุณเข้ากฎหมายหมวดใด การอ้างผิดหมวดอาจทำให้ถูกเพิกถอนเลขจดแจ้งหรือถูกดำเนินคดีได้ เช่น หากคุณทำ “ครีมขมิ้นรักษาสิว” แต่จดแจ้งเป็นเครื่องสำอาง ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะคำว่า “รักษา” เป็นสรรพคุณของยา

(2) ใช้คำว่า “เวชสำอาง” ได้ แต่ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

อย. ไม่ได้ห้ามใช้คำนี้ในชื่อการค้า แต่ห้ามใช้ในลักษณะที่สื่อว่า “เป็นยา” เช่น “ครีมเวชสำอางรักษาฝ้า” = ผิด · “ครีมเวชสำอางบำรุงผิวจากสมุนไพร” = ใช้ได้ (หากสื่อถึงการบำรุง ไม่ใช่รักษา)

(3) การพัฒนาเวชสำอางสมุนไพรต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ

แม้จะไม่ต้องยื่นผลการทดสอบประสิทธิภาพเหมือนยา แต่แบรนด์ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นควรมีผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ เช่น การทดสอบการระคายเคือง (Irritation Test) การทดสอบการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับเม็ดสีผิว (Tyrosinase Inhibition) และการทดสอบประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ (Active Biomarker Test)

(4) นักลงทุนควรดูความพร้อมด้านเอกสารและการขึ้นทะเบียน

ก่อนลงทุนในผลิตภัณฑ์ใด ควรตรวจสอบว่าแบรนด์มีเอกสารครบถ้วนหรือไม่ เช่น ใบรับจดแจ้งหรือใบทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร รายการสารสกัดพร้อม COA (Certificate of Analysis) รายงานความปลอดภัย (Safety Assessment) และเอกสาร GMP ของโรงงาน

มุมมองสำหรับผู้บริโภค : อ่านฉลากให้เป็น ปลอดภัยแน่นอน

ผู้บริโภคจำนวนมากเข้าใจว่า “เวชสำอาง” ต้องปลอดภัยกว่าเครื่องสำอางทั่วไป แต่ในความเป็นจริง คำว่าเวชสำอางไม่การันตีความปลอดภัย สิ่งที่ผู้บริโภคควรตรวจสอบคือ

  • เลขที่ใบรับจดแจ้ง/ทะเบียน — เครื่องสำอาง: เลขจดแจ้ง 10 หรือ 13 หลัก (ขึ้นต้น 10-x-xxxxxxx) · ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีเลขทะเบียน HP กำกับ
  • ส่วนผสม (Ingredients) — หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่เปิดเผยส่วนผสม หรือมีคำว่า “สูตรลับเฉพาะ” เพราะ อย. กำหนดให้ต้องแสดงชื่อสารสำคัญทั้งหมด
  • คำโฆษณา — ถ้ามีคำว่า “รักษา” “เห็นผลทันที” “ปลอดภัย 100%” ให้สงสัยไว้ก่อน · ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะสื่อสารอย่างระมัดระวัง เช่น “ช่วยบำรุงให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้น” แทนคำว่า “ลดริ้วรอยถาวร”

มาตรฐานและการทดสอบ

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง “เครื่องสำอาง” กับ “เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” ในทางกฎหมายและการปฏิบัติ

กฎหมายควบคุม

เครื่องสำอาง: พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 | เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562

หน่วยงานกำกับ

เครื่องสำอาง: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) | เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร (อย.)

จุดประสงค์การใช้

เครื่องสำอาง: เพื่อความงาม ความสะอาด บำรุงภายนอก | เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: เพื่อบำรุง เสริมสุขภาพ หรือความงามโดยใช้สมุนไพร

ส่วนผสมหลัก

เครื่องสำอาง: สารสังเคราะห์ วิตามิน หรือสารธรรมชาติทั่วไป | เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: สมุนไพรไทยและต่างประเทศ สารสกัดธรรมชาติ

การขึ้นทะเบียน

เครื่องสำอาง: จดแจ้ง (Notification) ผ่านระบบ e-Submission | เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ขึ้นทะเบียน (Registration) ต้องยื่นสูตร สารสกัด ผลทดสอบความปลอดภัย

การโฆษณา

เครื่องสำอาง: ห้ามอ้างสรรพคุณทางยา เช่น “รักษาสิว ฝ้า แผล” | เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: สามารถกล่าวอ้างการบำรุง เสริมสุขภาพได้ แต่ห้ามใช้คำว่า “รักษา”

บทลงโทษหากฝ่าฝืน

เครื่องสำอาง: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท | เวชสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

เอกสารอ้างอิง

แหล่งอ้างอิง

  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2558). พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
  • กระทรวงสาธารณสุข. (2562). พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา.
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2565). แนวทางการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอย่างถูกต้อง.
  • Food and Drug Administration (U.S. FDA). (2023). Cosmetics Overview.
  • ASEAN Cosmetic Committee. (2017). ASEAN Cosmetic Directive (ACD) and ASEAN Cosmetic GMP Guidelines.
  • Ministry of Public Health Thailand. (2023). Guidelines on Herbal Product Registration.
  • NatureProf Research Team. (2025). Trends in Thai Herbal Cosmeceutical Industry. Internal publication.

ทำไมควรอ่านบทความจาก Natureprof

  • ข้อมูลเชิงลึกจากทีมผู้เชี่ยวชาญ OEM/ODM และ R&D ด้านเครื่องสำอางและสมุนไพร
  • อ้างอิงมาตรฐาน กฎหมาย และแนวปฏิบัติในอุตสาหกรรมจริง — ไม่ใช่แค่คำโฆษณา
  • นำไปใช้วางแผนธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง

Ready to Start

สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์กับเรา?

พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือเวชสำอางให้ถูกต้องตามกฎหมาย?

เราดูแลครบ : เริ่มโปรเจกต์ได้เลยวันนี้

หากคุณเป็นเจ้าของแบรนด์หรือนักลงทุนที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือเวชสำอางสมุนไพร ให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมผลทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพทางวิทยาศาสตร์ NatureProf (โรงงาน OEM / โรงงาน ODM) เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอาง สมุนไพร และชีวเคมี พร้อมบริการครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบสูตร ทดสอบ เอกสาร และจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเราได้เลย

Nature-led Innovation, Ready for Market | SAFE • CLEAN • EFFECTIVE

ติดต่อทีม Natureprof วันนี้!